ถาม : แนวการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างไร และทำไมครูมัึคจึงคิดว่าแนวนี้จะดี และมีเป้าหมายอย่างไรกับการทำ โรงเรียนแนวนี้
คณครูมัค :
โรงเรียนใช้แนวการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายความว่า การจัดการเรียนการสอนต้องให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือเรียน ลงมือปฏิบัติหลังจากได้รับองค์ความรู้โดยครูเป็นผู้ ถ่ายทอดในส่วนหนึ่ง ซึ่งความรู้ทางทฤษฎี ความรู้เหล่านั้นยังไม่เกิดเป็นความรู้ที่แท้จริง จะต้องลงมือทำคือ ผ่านการปฏิบัติ แล้วผู้เรียนก็จะเกิดการเรียนรู้ เห็นด้วยตนเอง ด้วยสมองของเขาเอง คือผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม นี้ ส่งความรู้ผ่านต่อจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ขณะเดียวกันเด็กเองจะเป็นคนตรวจสอบว่า ความรู้ที่ส่งผ่าน จากผู้ใหญ่นั้นคืออะไรกันแน่ เพียงการบอก การเล่า การอ่านนั้นไม่สามารถทำให้คนรู้แท้ ๆ ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า "ไฟมันร้อน" เราบอกอย่างไรก็ไม่้ร้อนหรอก ต้องลองเอามือไปใกล้ ๆ ก็จะรไดู้้ทันที เลย ดังนั้นผู้เรียนจะต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "ต้องมีประสบการณ์ตรง" ผ่านการปฏิบัติด้วยตนเอง โดยผู้ใหญ่ สร้างสถาพแวดล้อมที่ดีให้ อย่างนี้ถึงเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของปราชญ์หลาย ๆ ท่านนะ บางคนก็เรียกว่า learning by doing แนวคิดที่ครูมัคเชื่อถือมากก็คือ แนวคิดของพระพุทธเจ้าที่่ว่า กระบวน การเรียนรู้ของมนุษย์ มันต้องผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ "ปริยัติ" คือตัวทฤษฎี และต้องลงมือ "ปฏิบัติ" ถึงจะ "ปฏิเวธ" คือรู้ได้ด้วยตนเอง ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว การเรียนรู้ที่แท้ก็จะเกิดขึ้น ต้องเข้าใจคำว่า "รู้" กับ "การเรียนรู้" นั้นต่างกัน "รู้" จะแค่รู้่เฉย ๆ เช่น รู้ว่าการรับประทานอาหารต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่ถ้า "การเรียนรู้" จะเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วย คือทุกครั้งที่รับประทานอาหารจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กลายเป็นพฤติกรรมที่ต้องปฏิบัติอยู่เสมอ มีทัศนคติที่ดีต่อการรับประทานอาหาร คือจะต้องรู้ และเข้าใจ มีเหตุผลด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้่วยคนอื่นบอก เพราะฉนั้นถ้าใช้การเรียนรู้แนวนี้จะใช้เวลา ครูต้องใจ เย็น สภาพแวดล้อมต้องเหมาะ ต้องเอื้อ


ถาม : เด็กจะได้อะไรจากแนวการเรียนการสอนนี้

คุณครูมัค : สิ่งที่เขาจะได้จริง ๆ คือการเรียนรู้ที่แท้จริง เป็นตัวเป็นตน รู้แล้วเอาไปใช้ รู้แล้วเป็นประโยชน์ ต่อชีวิต ไม่ใช่รู้เพื่อจำมาตอบข้อสอบ ซึ่งมันเป็นจุดอ่อนอย่างมากของการศึกษาไทย ที่ครูพยายามบอกความรู้ และเด็กก็พยายามจำ จำได้แล้วเอาไปตอบข้อสอบ แล้วครูก็ภูมิใจกับการที่เด็กตอบแล้วได้คะแนนเยอะ ๆ อะไร แบบนี้ ซึ่งมันไม่ใช่หรอก ไม่ใช่การศึกษาที่ลึกเข้าไปในตัวตน วรรณสว่างจิตจะทำการศึกษาที่ลึกเข้าไปในตัว ตน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้ ๆ ขึ้นมา และเอาไปประพฤติปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่แฝง ไว้ด้วยคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ไม่ว่าภาษาไทย การงานพื้นฐานอาชีพ มันแฝงตัวของมันเองอยู่ในเรื่อง ของกระบวนการ เพราะฉนั้นเด็กที่เรียนในแนวนี้ก็จะต้องเป็นคนที่ต้องตรวจสอบได้ คิดเป็น และวิเคราะห์ได้ ว่าอะไรควรไม่ควร เพราะผ่านการเรียนการสอนที่ผ่านการปฏิบัติตลอด สืบค้นตลอด องค์ความรู้เหล่านี้เรา เรียกว่า กระบวนการ มันจะติดตัวเด็กไปมากกว่าเนื้อหาความรู้ เนื้อหาความรู้ก็มีมีน่ะ เพราะมันต้องประกอบ กัน แต่สิ่งที่เด็กจะได้ก็คือเขาจะไม่หวั่นไหวเมื่อต้องไปพบกับปัญหาข้างหน้า จะแ้ก้ปัญหานั้นได้ เขาขาดเนื้อ หาสาระการเรียนรู้ื เขาก็สามารถจะค้นหาได้ เด็กจะได้สิ่งนี้สูงมากก็คือความเป็นตัวเป็นตน ความเป็นนักค้น หา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะทำงานร่วมกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนเนื้อหาวิชาสมัยนี้เขามองว่าเป็นสิ่งที่ คลิกมันก็มา แต่ครูก็ยังจำเป็นต้องถ่ายทอดนะ เช่นสิ่งที่เป็นพื้นฐานการอ่านออกเขียนได้ การคิดคำนวณ
      เด็กที่นี่ก็จะได้ในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การแอบอิงอยู่กับธรรมชาติเป็น หลัก ซึ่งถ้าถามว่าเป็นการรับนอกหลักสูตรหรือไม่ ก็ต้องเข้าใจนะว่าหลักสูตรนี้มันยิ่งใหญ่มาก ปัญหาก็คือว่า หลักสูตรที่เขียนไว้ คนไปไม่ถึง การสอนอย่างบูรณาการ ทำให้คนจิตใจงามนี้ ส่วนใหญ่เขาสอนกันไปไม่ถึง หรอก แต่วรรณสว่างจิตพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ได้เต็มหลักสูตร และหลักสูตรที่เขียนไว้ก็จะทำให้เด็กได้เต็ม หลักสูตร แต่ทีนี้คำถามนี้คงหมายถึง hidden curriculum หรือหลักสูตรที่ซ่อนอยู่ข้างในโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของหลักสูตร เช่น การรู้จักที่จะเคารพนพนอบ การรู้จักผู้อื่น การที่จะทำให้ ผู้อื่นทำงานกับตนได้อย่างมีความสุข ประมาณนี้ มันซ่อนอยู่ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของหลักสุตรที่เขียนว่า เป็น คนที่มีจิตใจดี งาม เมตตา ดูแลเพื่อนที่อ่อนแอกว่า เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่


ถาม : คิดว่าบรรลุตามที่คิดที่วางแผนไว้หรือไม่ ดูจากอะไร (ยกตัวอย่าง)
คุณครูมัค : ครูมัคภูมิใจกับเด็ก ๆ ที่เติบโตมาจากที่นี่ เด็กที่นี่จะสงบ จะเย็น ไม่ใช่แค่เด็กหรอก ทั้งครูทั้งเด็ก ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งโรงเรียน สบาย อยู่สงบ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข สุขในที่นี้หมายถึง สงบ เย็น ไม่เบียดบังรังแกผู้อื่น สงบกาย สุขกาย เดินเข้ามาเราสุขกาย เพราะต้นไม้ ดอกไม้ เสียงที่ไม่อึกทึก ครึก โครม สีตึก อาคาร อุณหภูมิที่พอเหมาะ ต้นไม้ก็คายน้ำออกมา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ ซึ่งแตะรับสัมผัส ได้ สีที่มันส่งให้รู้สึกอบอุ่น ปฏิสัมพันธ์อ่อนโยน ลุงวารี คนรถ พี่ป๊อก พี่กี้ ลุงดำ ครูแจ๋ว ครูมัค ครูหมู เจอหน้า กันยิ้มแย้มทักทายกัน นี่เป็นความสุข มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนะ แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง เป็นการวางระบบเป็น อย่างดี เพื่อให้สิ่งนี้เกิดครูกับเด็กเป็นมิตรกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดนะ ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่นี่ ก็คือ ลองสังเกตดูว่าเด็กกับครูนี่จะเป็นมิตรกัน รักกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เหมือนแม่ลูก เหมือนพ่อกับลูก เหมือนญาติ สนิท จะเห็นเด็ก ๆ ไปอิงแอบ เกาะแขน หนุนตัก เอาคางเกยเข่าครู เมื่อเด็กไว้วางใจผู้ใหญ่ ประสบการณ์ที่ผู้ ใหญ่มีอยู่ก็จะหลั่งไหลผ่านไป ความเมตตาก็จะหลั่งไหลผ่านไป เด็กจะไว้อกไว้ใจผู้ใหญ่ เพราะฉนั้นเรามี เกราะป้องกันที่ชัดเจนมากเลย เด็กจบป.6 ที่นี่ไปไม่ต้องห่วง มีเกราะป้องกันก็คือ ความรักความเข้าใจจากผู้ ใหญ่ซึ่งเมื่อเขาเกิดปัญหาขั้นมาเขาจะหันกลับมาหาสิ่งนี้ เขาจะพึ่งพิงสิ่งเหล่านี้ ยากครับที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ได้ในโรงเรียนทั่วไป ผมเห็นแต่เด็กวิ่งหนีผู้ใหญ่ีทั้งนั้น แต่ที่นี่เด็กวิ่งเข้าหาผู้ใหญ่ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของ ความคิด เด็กที่นี่คิดเก่งครับ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้พวกเราเห็นทุกภาคเรียนนะครับ แม้กระทั่งอนุสรณ์ เล่มนี้ก็จะสังเกตดูเถิดนะครับว่ามันปรากฏผลงานที่เด็กเป็นผู้คิด ผู้สังเคราะห์ ผู้วางแผน "งานผลิใบ" ซึ่งหมาย ถึงงานที่รวบรวมองค์ความรู้ที่เขาได้เรียนตลอดปีมาถ่ายทอดให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อน ๆ ชม งานผลิใบ ที่ หมายถึง การแตกยอดออกก็จะเห็นว่า มันเกิดจากความคิดเด็ก ๆ ทั้งนั้น หรือแม้การแสดงละคร การนำเสนอ ผลงานนิทรรศการ ทุกภาคเรียน เมื่อ สมศ. มาตรวจโรงเรียนก็ได้ให้ข้อมูลยืนยันว่า เด็กที่นี่ใีทักษะการคิด มกระบวนการคิดลึกซึ้ง ศึกษานิเทศก์ที่มาจากเขตพื้นที่ก็บอกเราอย่างนั้น มาตรวจโรงเรียนพระราชทานก็เช่น กัน มูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนแนวพุทธมาที่นี้ก็บอกว่าเด็กเราคิดเก่ง นิ่ง สงบ เมื่อเขามีศีล เขาก็นิ่ง สงบ สงบนิ่งก็คือศีล สมาธิก็มา ปัญญามันก็เกิด ซึ่งครูมัคก็เคยพูดบ่อย ๆ นะครับ ทีนี้ถ้าเผื่อเขาเป็นผู้คิด วิเคราะห์เก่ง เรียนรู้ผู้อื่น นอบน้อมถ่อมตน เข้าอกเข้าใจผู้อื่น และเขาก็มีญาติพี่น้ิองพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เขารัก และเคารพการออกไปเผชิญกับปัญหาข้างนอกที่เป็นเรื่องที่เราไม่กังวลเลยนะครับ ณ เวลานี้ เด็กจบ ป.6 นี่ไม่ กังวลเลย คิดเป็น รู้ว่าเมื่อไหร่จะฟัง เมื่อไหร่จะพูด เมื่อไหร่จะเชื่อ เมื่อไหร่จะไม่เชื่อ ไม่เชื่อแล้วจะแสดงออก อย่างไร กระบวนการเหล่านี้นั้นถูกปลูกฝังมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว เพราะฉนั้นเด็ก ๆ วรรณสว่างจิตไม่กังวลนะว่า เขาจะเป็นผู้ซึ่งออกไปแล้วอ่อนแอปวกเปียก ไม่นะครับเพราะความคิดเขาจะกล้าแข็งมาก ความคิด...เหมือน เพลงมาร์ชของโรงเรียนที่วางไว้ "เรามีความคิดจิตผ่องแผ้ว มีคุณธรรม" เป็นอย่างนั้นเลยนะครับ


ถาม : มองการศึกษาในปัจจุบันเป็นอย่างไร

คุณครูมัึค : การศึกษาปัจจุบันนะครับ วรรณสว่างจิตนี้จะเห็นว่า ใคร ๆ ที่มาเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรีียนของ รัฐบาล โรงเรียนเอกชน อนุบาล ประถม นิสิตปริญญาโท นิสิตปริญญาเอก มาที่นี่ อาจารย์จากโรงเรียนกทม. สพท. สพฐ. ที่มากันหลายคนก็มองว่าอยากจะจัดให้ได้เหมือนโรงเรียนเรา แต่เขายังทำไม่ได้ สาเหตุที่ทำไม่ได้ ประเด็นหลักก็คือ เขายังไม่ได้ลงมือทำ การศึกษาในประเทศไทยต้องปรับอีกนาน ใช้เวลาอีกเยอะ ตัวหลักสูตร นั้นโอเคแล้ว โครงสร้างยังยุ่งวุ่นวายอยู่ โรงเรียนทั่วไปยังต้องเหนื่อยกับการที่ต้องต่อสู้กับเด็ก ต้องทะเลาะกัน ระหว่างครูกับเด็ก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี หลาย ๆ โรงเรียนก็ได้ปรับเปลี่ยน โรงเรียนรัฐบาลก็ปรับเปลี่ยนนะครับ


ถาม : อยากจะฝากอะไรถึงเด็ก ๆ บ้าง
คุณครูมัค : สิ่งที่ครูมัดอยากจะบอกที่สุดเลยก็คือ ครูมัคอยากจะบอกว่าภาคภูมิใจกับเด็ก ๆ ที่จบป.6 รุ่นนี้และ ต้องขอบคุณเด็ก ๆ ทุกคน สาเหตุที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะว่าเด็กรุ่นนี้ เป็นเด็ก ป.6 รุ่นแรก เป็นนักเรียน ป.6 ที่ จบจากที่นี่ ต้องขอบคุณที่ทำให้ครูมัคเห็นว่าแนวการเรียน การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนของ วรรณสว่างจิตนี้เมื่อมาถึง ป.6 มาถึงจุดสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร เราไม่เคยรู้ เพราะเราไม่เคยลงมือทำ เราเพิ่ง รู้เด็ก ๆ ป.6 ของเราทั้งหมดแสดงให้เห็นศักยภาพซึ่งซ้อนเร้นอยู่ แล้วถูกปลุกขึ้นมา เหมือนใบไม้ที่ผลิตออก จากเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานขึ้นมาจากต้นไม่ที่ได้รับการดูแลอย่างดี เหมือน ผลที่แตกออกมาอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย แข็งแรง อารมณ์สดชื่นแจ่มใส สติปัญญาว่องไว คิด วิ เคราะห์ จัดเจนสัวคมที่ดูแลผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น












สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
แผนกวิถีทัศน์ ฝ่ายพัฒนาวิทยาการ
โรงเรียนวรรณสว่างจิต
"สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข"
โทร. 02-415-1411, 02-895-6944-6